“อ้น ทิพานัน” ไล่ “ทอน” กลับไปหาข้อมูลมาใหม่ – ชี้โจมตีวัคซีนเพราะปม “แพ้เลือกตั้ง อบจ.”

เรื่องที่น่าสนใจล่าสุด

(19 ม.ค.64) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้เผยแพร่ข้อมูลทางเฟซบุ๊กไลฟ์ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน : ใครได้ใครเสีย?” ว่า เมื่อได้ฟังเนื้อหาแล้วทำให้รับทราบได้ว่านายธนาธรอาจกำลังมีปมจากการที่แพ้เลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. แบบแลนด์สไลด์ 42 จังหวัดที่ผ่านมา สิ่งนี้นายธนาธรต้องรับรู้ความจริงว่าเพราะตนไม่เคยมีผลงานให้ประเทศชาติ ล้วนแต่มีโครงการที่ไม่เคยทำได้สำเร็จ คะแนนนิยมที่เคยได้ก็สูญหายไปเพราะประชาชนเห็นความจริงแล้ว ดังนั้นการตั้งคำถาม และการให้ข้อมูลเรื่องวันซีนเป็นการตั้งหัวข้อบิดเบือนเลื่อนเลื่อน เข้าข่ายจิตนาการในทุ่งป่าสงวน เพราะในความเป็นจริงทั้งรัฐบาลและศบค. จัดหาวัคซีนฟรีอย่างเพียงพอ

น.ส. ทิพานัน กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดำเนินการในการจัดหาวัคซีนให้กับคนไทยโดยไม่ได้คำนึงแค่จำนวนให้มากที่สุดและเร็วที่สุด แต่พลเอกประยุทธ์และทีมแพทย์ รวมถึงคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติคำนึงถึง “นโยบายความปลอดภัยสูงสุดของชีวิตคนไทย” เป็นสำคัญ การจองซื้อวัคซีนของทุกประเทศเป็นแบบล่วงหน้า (Advance Market Commitment: AMC) ภายใต้เงื่อนไขว่ามีโอกาสที่จะได้หรือไม่ได้รับวัคซีนดังกล่าวขึ้นอยู่กับผลการวิจัยพัฒนา หากรีบจองโดยยังไม่ทราบผลสำเร็จหรือผลข้างเคียงก็จะเป็นการเสี่ยงทั้งสุขภาพและงบประมาณของประเทศ บางประเทศที่ต้องการเริ่มฉีดวัคซีนเร็ว มีการตัดสินใจใช้วัคซีนที่อาจจะยังทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยไม่ครบถ้วนเพราะสถานการณ์ติดเชื้อในประเทศเลวร้ายไม่สามารถควบคุมได้ แต่ประเทศไทยเราควบคุมโรคมาได้ดีเยี่ยม ไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศมาเกือบ 8 เดือนดังนั้นพลเอกประยุทธ์จึงตัดสินใจไม่รับความเสี่ยง ไม่ยอมให้รีบร้อนฉีดวัคซีนที่ยังทดสอบไม่ครบถ้วน และไม่ยอมเป็นประเทศทดลอง ดังนั้นจึงเป็นปกติที่ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนช้ากว่าบางประเทศ เพราะวัคซีนทั้งหมดจะต้องผ่านมาตรฐานองค์การอาหารและยา (อย.) ทั้งของไทยและต่างประเทศก่อนเพื่อความปลอดภัย

อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เผยรัฐบาลยังจะมีการบริหารจัดการเรื่องวัคซีน “แบบครบวงจร” เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านวัคซีน มีการเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การดำเนินการให้มีปริมาณวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการ มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ประชาชนจะได้รับ “วัคซีนฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งวัคซีนทั้งหมดที่จะสั่งซื้อนำเข้ามาคือ ร้อยละ 80 ของจำนวนประชากร ส่วนที่เหลือจะมาจากกำลังผลิตในประเทศของ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ ประมาณ 200 ล้านโดสต่อปีหรือเดือนละ15-20 ล้านโดส

“และจากที่นายธนาธรพยายามบิดเบือนข้อมูลชี้ช่องให้มองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างรัฐบาลและบ.สยามไบโอไซเอนซ์ ในการผลิตวัคซีนของ AstraZeneca นั้น เหตุใดนายธนาธรไม่พูดถึงข้อเท็จจริง ของบ.สยามไบโอไซเอนซ์ ให้หมด ไม่พูดถึง “ความพร้อมทางเทคโนโลยี” ของบริษัทที่มีมากกว่าบริษัทอื่นๆ ที่นายธนาธรยกมาเปรียบเทียบ หรือนายธนาธรมีเจตนาพูดข้อมูลเฉพาะส่วนเพื่อนำมาบิดเบือนหรือไม่ หรือว่านายธนาธรไม่มีความรู้เพียงพอจึงไม่ทราบว่า AstraZeneca เป็นผู้เลือก บ. สยามไบโอไซเอนซ์ ให้เป็นฐานการผลิตวัคซีนโดยประเมินศักยภาพทั้งด้านความพร้อมของโรงงานและความสามารถของบุคคลากร โดยที่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ต้องมีความสามารถพร้อมรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตได้อย่างทันทีเพราะวัคซีนเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างมาก อีกทั้งต้องเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการผลิตวัคซีนได้จำนวนมากเพื่อเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคอาเซียนนี้” น.ส. ทิพานัน กล่าว

น.ส. ทิพานัน กล่าวว่า อยากให้ทุกคนที่สงสัยว่า ทำไมต้องบริษัทนี้ ก็เพราะ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ เริ่มก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 4,800 ล้านบาท โดยพระราชปณิธานของในหลวง ร.9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย เป็นบริษัทผู้ผลิตยาชีววัตถุแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย มีการลงทุนสูงมากในการก่อสร้างตัวโรงงานและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้ได้มาตรฐานทั้ง PIC/S และ GMP และโรงงานออกแบบมาเพื่อให้มีความผสมผสานกับสิ่งแวดล้อมโดยมีพื้นที่มากกว่า 30% เป็นพื้นที่สีเขียวและเป็นโรงงานที่ไม่มีการปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม (Zero Emission) ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการผลิตยาชีววัตถุวิจัยแล้ว 6 รายการ มีการผลิตยาที่ได้รับการรับรองแล้ว 2 รายการ คือ ยาเพิ่มเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (filgrastim) และยาเพิ่มเม็ดเลือดแดง (erythropoieth-alfa) โดยมีสายการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านโดสต่อปี สามารถทดแทนความต้องการภายในประเทศได้ร้อยละ 25 และแม้ว่าบริษัทจะขาดทุนประมาณปีละ 70 ล้านบาทก็ตามแต่ก็ทำให้รัฐประหยัดต้นทุนการนำเข้ายาได้กึ่งหนึ่ง ประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดินได้ถึงปีละ 3 พันล้านบาท “การขาดทุนของบริษัทคือกำไร” เพราะสิ่งที่ได้คือคนไทยจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น

อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวต่อว่า เข้าใจว่านายธนาธรอาจจะมีปมเรื่องแพ้เลือกตั้ง คะแนนนิยมตกต่ำลง และสับสนกับปัญหาที่ยังไม่สามารถชี้แจงสังคมได้เกี่ยวกับโครงการแจกห้องความดันลบให้ ร.พ.ทั่วประเทศ การเลี่ยงภาษีเรือ การติดสินบนเช่าที่ดินทรัพย์สินฯ และการบุกรุกป่ากว่า 3,000 ไร่ของนายธนาธรและครอบครัว หรือแม้แต่ในขณะไลฟ์การซ่อน ลบและบล็อคความเห็นที่ทวงถามในขณะที่ไลฟ์ ในสิ่งที่สังคมอย่างรู้คงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่อยากให้นายธนาธรก่อบาปอีก นายธนาธรไม่ควรเอาชีวิตคนและเรื่องวัคซีนมาบิดเบือน คล้ายจิตนาการวิ่งในทุ่งป่าสงวน เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือคะแนนนิยมของตนเอง หรือหากแม้รัฐบาลเร่งหาซื้อวัคซีนโดยไม่รอบคอบ ไม่ปลอดภัยเป็นอันตรายต่อประชาชน เมื่อถึงวันนั้นนายธนาธรก็อาจจะปลุกปั่นใส่ร้ายรัฐบาล แพทย์ และทีมงานสาธารณสุข ดังนั้นสิ่งที่ดีและช่วยชาติ ช่วยประชาชนตอนนี้คือ นายธนาธรควรเงียบ เลิกไลฟ์ข้อมูลสาระแบบมั่วไม่รอบด้าน ต้องไม่ “ลงทุน” ด้วยชีวิตประชาชนด้วยการ “ฉวยโอกาส” โหนกระแสจากโรคระบาด ก็จักขอบพระคุณนายธนาธรเป็นอย่างยิ่ง

แหล่งข่าว https://www.thaipost.net/main/detail/90281